บทที่ 3 สายป่านสายป่วน
“ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้นะ ยัยเมรี” ผู้ชายหวงเนื้อหวงตัวเผลอใช้มือรวบจับหางม้าของแม่เลขาฯ ตัวป่วน แล้วดึงให้ลุกขึ้น แต่ดูเหมือนคนเมาดื้อด้านจะไม่ยอมง่าย ๆ
“หนูชื่อสายป่าน ไม่ใช่เมรี นางเมรีเป็น ย.ยักษ์เขี้ยวใหญ่ ไม่น่ารัก”
“แล้วเธอน่ารักนักหรือไง เมาแอ๋ขนาดนี้”
“สามจอก สี่จอกกรอกเข้า เมรีขี้เมาก็หลับไป แต่สายป่านกินไปหลายจอกเลยนะเพคะเจ้าพี่ไข่หอม สายป่านไม่เมา สายป่านไม่หลับ” แขนสั้นเหยียดยกขึ้นมา มืองอข้อพับ จับจีบทำท่าเหมือนกำลังจะรำไทย แต่ฟังจากสำเนียงแล้วปัณณวิชญ์คิดว่ายัยเลขาฯ นี่น่าจะถนัดไปทางแม่ยกคณะลิเกมากกว่า
“นี่บริษัทฉันรับใครเข้ามาทำงานเนี่ย” ดูเหมือนยาพาราสองเม็ดเมื่อช่วงบ่ายที่เขากินเข้าไปจะหมดสรรพคุณ เพราะตอนนี้ปัณณวิชญ์รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังโดนไมเกรนเล่นงานอย่างหนัก เพราะยัยสายป่านสายป่วนคนนี้เอง
“อย่าเอาหน้าซุกไปตรงนั้น”
“หนูไม่มีหมอน หนูขอหนุนหนอนตรงนี้นอนหน่อย มันหอมดี ฟืดดด อ๊า...กลิ่นมาดามหอมชื่นใจ คุณไออุ่นล้างไข่วันละกี่รอบคะ ทำไมมันหอมจังเลย” หน้าขยี้ส่ายจมูกซุกเข้าไปเขี่ยเครื่องเคราของหวง ซึ่งปัณณวิชญ์ไม่เคยให้หญิงสาวคนไหนก้าวล่วงล้วงคลำมันมาก่อน
“แต่นั่นมันเป้ากางเกงฉัน”
“ไม่เป็นไร สายป่านไม่ถือ”
“เธอไม่ถือ แต่ฉันถือ ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้”
“อื้อ อย่าห้ามหนูสิ ขอดมหน่อย”
รถสปอร์ตขับส่ายสะเปะสะปะไปมาบนท้องถนน เป็นจุดสนใจให้กับด่านสกัดจับตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ ซึ่งมาตั้งด่านรอต้อนรับนักเที่ยวกลางคืนช่วงผับปิด แต่กว่าปัณณวิชญ์จะสามารถตั้งสติได้ ก็เมื่อมีนายตำรวจในเครื่องแบบคนหนึ่งยกกระบองไฟสีแดง ๆ มาโบกเป็นสัญลักษณ์ให้เขาขับเข้าไปจอดเทียบบริเวณริมฟุตบาท
“บ้าเอ๊ย ซวยฉิบ...” เจ้าของรถสบถออกมาเพราะรู้ว่าต้องมีปัญหาแน่นอน
ถึงเขารู้ตัวดีว่าไม่ได้เมามายอะไรนัก หากแต่เมื่อนับจำนวนเครื่องดื่มซึ่งดื่มไปในงานเลี้ยงทั้งสองแห่ง แน่นอนว่าปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดคงเกินจากเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดอย่างไม่ต้องสงสัย
“สายป่านลุกขึ้นเดี๋ยวนี้” ท่านประธานพยายามเขย่าหัวไหล่คนที่เมาจนไม่ได้สติ เมื่อเห็นว่านายตำรวจสองนายกำลังเดินถือกระบอกไฟฉายตรงเข้ามาหา
“สวัสดีครับ” นายตำรวจนายหนึ่ง เดินเข้ามาส่องไฟฉายพร้อมทั้งเคาะกระจก ส่งสัญญาณให้ปัณณวิชญ์ลดกระจกลง
“สวัสดีครับคุณตำรวจ”
“มาจากไหน แล้วกำลังจะไปไหนกันครับ” นายตำรวจยศร้อยตรี กดปลายกระบอกไฟฉายส่องลงมายังคนที่นอนฟุบอยู่กับตรงกลางหว่างขาของคนขับรถ จากนั้นเงยหน้าขึ้นสบตากับปัณณวิชญ์อีกที
“เอ่อ คือเธอเป็นเลขาฯ ผมน่ะ ดื่มหนักไปหน่อยเลยเมา”
“ไปงานเลี้ยงกันมาเหรอครับ”
“ใช่ครับ เราเพิ่งกลับมาจากงานเลี้ยง”
“แล้วคุณผู้ชายล่ะครับดื่มมาหรือเปล่า ถ้ายังไงรบกวนช่วยเรียกให้เธอลุกขึ้นสักหน่อยได้ไหมครับ รบกวนคุณผู้ชายกับคุณผู้หญิงลงมาจากรถหน่อยนะครับ”
“ครับ...นี่เธอ สายป่านลุกขึ้นมา”
“รบกวนลงมาด้วยนะครับ กรุณาให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ด้วยครับ”
“อื้อ หนูจะนอนเอาหมอนหนอนน้อยมา” แขนล็อคกอดเอวเจ้าของรถแน่น
“หมอนบ้าอะไรเล่า ตำรวจเรียกแล้วเนี่ยลงไป”
“คุณตำรวจเรียกทำไมคะ”
“ต้องเรียกสิครับ เมาไม่ขับนะครับคุณผู้หญิง เพื่อความปลอดภัยของตัวเองและทุกคนบนท้องถนน รบกวนลงจากรถด้วยนะครับ ทั้งสองคนเลย”
“สายป่านเมา แต่สายป่านไม่ได้ขับ คุณไออุ่นขับ คุณตำรวจจับไปได้เลยค่ะ”
“นี่เธอ!”
ตั้งแต่เป็นผู้บริหารมาตลอดหลายปี ปัณณวิชญ์ต้องดื่มกับลูกค้ามานับครั้งไม่ถ้วน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเข้าตาจน ต้องมายืนเป่าวัดระดับแอลกอฮอล์ และตรวจวัดระดับความเมาด้วยการเดินบนเส้นตรงอยู่ข้างถนนทางหลวงต่อหน้าตำรวจหลายนาย
ส่วนเลขาฯ ตัวป่วนเมาแอ๋ ยืนพูดอ้อแอ้อยู่กับนายตำรวจอีกสองคน ซึ่งปัณณวิชญ์ไม่รู้ว่ายัยเลขาฯ ตัวร้ายกำลังพูดคุยอะไร เพราะเห็นตำรวจสองสามนายยืนหัวเราะกันจนตัวงอ ในขณะที่ตนต้องจ่ายค่าปรับเป็นเงินสูงถึง หนึ่งหมื่นบาท เพราะมีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่าระดับที่กฎหมายกำหนด หากแต่เมื่อทดสอบจากภายนอก ยังพบว่าสามารถควบคุมตนเองได้ และตำรวจเห็นใจที่ต้องพาเลขาฯ ขี้เมากลับไปส่งที่คอนโดฯ จึงยอมปล่อยตัวมาง่าย ๆ
เมื่อถูกปล่อยให้กลับ ไม่ได้ถูกจับไปเข้าคุก ปัณณวิชญ์รีบพาตัวปัญหาขึ้นรถ แล้วขับออกจากจุดเกิดเหตุทันที ไม่วายคนเมายังสู้อุตส่าห์ซุกหน้าเข้าหาเป้ากางเกงของเขาอีกครั้ง
“นี่สายป่าน เธอนั่งให้มันดี ๆ หน่อยได้ไหม น้ำลายเธอไหลเปียกกางเกงฉันไปหมดแล้ว”
บริหารธุรกิจระดับหมื่นล้าน คุยงานกับรัฐมนตรีคนใดยังไม่ยากเท่าจัดการกับคนเมาเพียงคนเดียว ระยะทางเพียงไม่กี่กิโลเมตร ปัณณวิชญ์ใช้คำว่า อย่า ห้าม หยุด ได้สิ้นเปลืองที่สุดในชีวิต
“เอาล่ะ ถึงคอนโดฯ ของเธอแล้ว รีบลงไปจากรถฉันเลย” รถสปอร์ตคันหรูแล่นมาจอดอยู่บริเวณด้านหน้าคอนโดมิเนียมขนาดไม่ใหญ่มาก มองจากตราสัญลักษณ์เห็นเป็นคอนโดมิเนียมของบริษัทอื่น แต่ไม่ถือว่าเป็นคู่แข่งเพราะเป็นบริษัทอันดับรองลงไปหลายชั้น
“น่าขายหน้าจริง ทำงานอยู่บริษัทฉัน แต่ดันมาซื้อคอนโดฯ ของบริษัทอื่น”
“คุณไออุ่นบ่นอะไรคะ”
“เรื่องของฉันน่ะ” มือช่วยปลดล็อคเข็มขัดนิรภัยให้ หากแต่เลขาฯ ของน้องสาวยังไม่ยอมลงจากรถเสียที
“ทำไมยังไม่ลงไปอีกล่ะ”
“ยังไม่ถึงห้องเลย คุณไออุ่นต้องพาหนูไปส่งห้องด้วย”
“อะไรนะ ทำไมฉันต้องพาเธอไปส่งห้องด้วย”
“เพราะว่ามันดึกแล้วและหนูเมาไง สุภาพบุรุษตัวจริงกระทิงแดงต้องไปส่งสาวสวยถึงห้องนะ”
“ฉันมาส่งจนถึงคอนโดฯ ได้ นี่ก็ถือว่าดีมากแล้วนะ”
“หื้อ มันจะดีกว่านี้อีกค่ะ ถ้าคุณไออุ่นไปส่งหนูถึงห้อง”
“ไม่มีทาง ลงไปได้แล้ว ฉันจะกลับบ้านไปนอน”
“เจ้าพี่ไข่หอมใจร้ายกับสายป่านมาก เชอะไม่ง้อก็ได้”
คนเมาเดินโซซัดโซเซ เป๋ซ้าย เป๋ขวา เดินล้มลุกคลุกคลานขึ้นไปตามบันได ก่อนจะเดินเอาหัวไปโขกประตูกระจกใสจนปัณณวิชญ์อดรนทนไม่ได้ จำใจเดินลงจากรถไปช่วย
“เกิดมาฉันยังไม่เคยเจอใครเหมือนเธอเลยนะสายป่าน” ท่อนแขนเกี่ยวเอวบาง คนเมาที่เดินชนประตูจนหัวโน นั่งโป๊เพราะกระโปรงสั้นเปิดถลกขึ้นมา จนปัณณวิชญ์ต้องรีบเสียสละเสื้อสูทตัวนอกตวัดไปคลุมให้ เพราะกลัวว่าจะมีใครมาเห็นสิ่งสงวนชวนวาบหวิว
“อื้อ จะเจอได้ไง หนูไม่มีฝาแฝด”
“ยังจะเถียงอีก นั่งให้มันดี ๆ”
“นั่งให้มันดี ๆ เดี๋ยวเห็นหมีใช่ไหมคะ” หน้าโค้งก้มลงไปมอง “เห็นหมีหนูไหม เห็นหมีน้อยของหนูไหม”
ทำนองเพลงประหลาดที่ปัณณวิชญ์ไม่เคยได้ยินได้ฟังจากที่ไหนมาก่อน มาพร้อมลีลาท่าประกอบคือการที่แม่สายป่วนตัวแสบ ยืนโยกย้ายส่ายสะโพกโยกเอวแอ่นหน้าแอ่นหลัง พร้อมทั้งจับชายกระโปรงเปิดตามจังหวะเพลง
“โอ๊ยยยย พอแล้ว”
หมดความอดทนกับคนเมาจนปัณณวิชญ์พุ่งเข้าไปรวบขาเรียว แล้วจับคนตัวเล็กแบกขึ้นบ่า เดินเข้าไปภายในลิฟต์
“อยู่ชั้นไหน กดเอา” จับคนบนบ่าหันหัวทิ่มลงมา ให้สามารถมองเห็นแป้นตัวเลข พลันสายตามองเข้าไปในเงาสะท้อนของผนังลิฟต์เงาวับ เห็นแก้มก้นขาวมีกางเกงในลายดอกไม้สีพาสเทลโผล่ออกมาอยู่ในระดับเดียวกับใบหน้าของตน
โดยอัตโนมัติหางตาเหล่เหลือบไปด้านข้างในทันที สายตาถูกความโค้งมนของก้นกลมกระแทกตาจนปัณณวิชญ์ต้องรีบคว้าดึงเสื้อตัวใหญ่ปิดมันให้พ้นหูพ้นตา
“ได้หรือยังกดเร็ว ๆ” เสียงเร่งเพราะรู้สึกว่าหากเขาต้องอยู่กับแม่เลขาฯ นี่ต่ออีกสักหน่อยเขาคงเป็นโรคประสาทแน่
“โอ๊ย ตัวเลขมันกลับหัวเนี่ย”
“มันกลับหัวแล้วอ่านไม่ออกเลยหรือยังไงเล่า เฮ้ยยย ยัยสายป่วน ยัยตัวแสบ เธอทำอะไรของเธอเนี่ย”
ปุ่มตัวเลขคอนโดมิเนียมระดับความสูงสามสิบชั้นถูกกดจนมันขึ้นไฟสีแดง ๆ ครบทุกเลข นั่นหมายความว่าลิฟต์ตัวนี้มันจะค่อย ๆ เลื่อนไปทีละชั้นจนกว่าจะขึ้นไปถึงห้องของยัยเลขาฯ มหาประลัย
